สุนทรพจน์ประธานาธิบดีไล่ชิงเต๋อ เนื่องในโอกาสฉลองวันชาติสาธารณรัฐจีน ปี 2025

 ไต้หวันใหม่ที่ลุกขึ้นยืนท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก 

     ท่านประธานหานกั๋วอวี๋ ประธานในพิธีจัดงานและประธานสภานิติบัญญัติ รองประธานาธิบดีเซียวเหม่ยฉิน ท่านนายกรัฐมนตรีจั๋วหรงไท่ มาดามฟรอยลา ซาลาม (Froyla Tzalam) ผู้สำเร็จราชการแห่งเบลีซและสามี  มิสเตอร์เอรอล ชาร์ลส์ (Errol Charles) ผู้สำเร็จราชการแห่งเซนต์ลูเซียและภริยา ท่านราอูล ลาโตเร (Raúl Latorre) ประธานสภาผู้แทนราษฎรแห่งสาธารณรัฐปารากวัย ท่านเคจิ ฟุรุยะ (Furuya Keiji) ประธานสภาที่ปรึกษาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรญี่ปุ่น–ไต้หวัน หัวหน้าคณะผู้แทนจากประเทศพันธมิตรทางการทูตและมิตรประเทศ คณะทูตานุทูตจากนานาประเทศประจำไต้หวัน แขกผู้มีเกียรติจากทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพี่น้องชาวไต้หวันทุกท่านที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ ตลอดจนผู้ที่รับชมการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์หรือทางออนไลน์ทุกท่าน สวัสดีครับ 

     วันนี้เป็นวันชาติของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน) วันที่เราทุกคนร่วมกันเฉลิมฉลองวันสถาปนาประเทศ แต่ปีนี้มีความหมายที่พิเศษยิ่ง! เพราะปีนี้เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของการพัฒนาประชาธิปไตยในไต้หวัน!

     เมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา เราได้ต้อนรับช่วงเวลาสำคัญทางประวัติศาสตร์ จำนวนวันแห่งเสรีภาพที่มากกว่าจำนวนวันที่เคยอยู่ภายใต้การปกครองด้วยกฎอัยการศึกเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ว่า ไต้หวันได้ก้าวข้ามเงามืดของระบอบอำนาจนิยมอย่างสิ้นเชิงและกำลังก้าวสู่อนาคตแห่งประชาธิปไตยและความหวังที่เปี่ยมล้น

     เราจะไม่มีวันลืม ไม่ว่าจะเป็นเลือดและน้ำตาของผู้ที่เคยร่วมแรงร่วมใจกันต่อต้านการรุกราน หรือการเสียสละเพื่อส่วนรวมของเหล่าผู้ที่แสวงหาและต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยและเสรีภาพ เพื่อให้ประชาชนได้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย เรื่องราวที่ถูกผสานเข้ากับผืนแผ่นดินนี้ คือความทรงจำร่วมกันของพวกเราทุกคน

     “ไต้หวันที่เป็นประชาธิปไตย” ถูกสร้างขึ้นจากความยากลำบากคือจุดยืนที่ชัดเจนที่สุดบนเวทีโลกของประชาชนกว่า 23 ล้านคนในไต้หวัน เผิงหู จินเหมิน และหม่าจู่ ไต้หวันคือ “ประภาคารแห่งประชาธิปไตยของเอเชีย” ที่จะสาดส่องแสงแห่งความหวังให้แก่ผู้คนทุกคนที่ยังคงใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดภายใต้การปกครองแบบอำนาจนิยม!

ปีนี้ยังเป็นปีแห่งการผงาดขึ้นของไต้หวันอีกด้วย!

     ปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกต่างเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายอย่างรุนแรง ไต้หวันก็เช่นกัน นอกจากผลกระทบจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน สถานการณ์ตะวันออกกลางที่ผันผวน และการขยายอำนาจทางทหารของจีนแล้ว ในด้านเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม ไต้หวันยังได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีของสหรัฐอเมริกาอีกด้วย

     แต่ประชาชนชาวไต้หวันไม่ยอมแพ้ กลับสร้างผลงานทางเศรษฐกิจที่น่าชื่นชมจนเป็นที่อิจฉาของนานาประเทศ

     จากรายงานล่าสุดของธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้ปรับประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไต้หวันในปีนี้ จาก 3.3% ขึ้นเป็น 5.1% ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาสี่เสือเศรษฐกิจเอเชียและยังแซงหน้าจีนอีกด้วย

     นอกจากนี้ มูลค่าการส่งออกของไต้หวันยังทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง สถานการณ์การจ้างงานดีที่สุดในรอบ 25 ปี ตลาดหุ้นทะยานขึ้นต่อเนื่องกันเป็นเวลา 6 เดือน จนแตะระดับสูงสุดที่ 27,301 จุด และมูลค่ารวมของตลาดหุ้นไต้หวันทะลุ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้กลายเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก ขณะเดียวกัน ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศยังทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ทะลุ 600,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นครั้งแรกอีกด้วย

     ในยามที่เผชิญกับอุปสรรค ชาวไต้หวันไม่เคยย่อท้อ ท่ามกลางความท้าทาย ยิ่งล้มก็ยิ่งลุกขึ้นฮึดสู้อย่างเข้มแข็ง

     ทั้งหมดนี้คือ ความสำเร็จร่วมกันของประชาชนชาวไต้หวัน! ขอให้พวกเราร่วมกันเฉลิมฉลองด้วยความภาคภูมิใจ!

     ความสำเร็จทางเศรษฐกิจอันโดดเด่นเหล่านี้ เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมของไต้หวัน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ รวมถึงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งได้ร่วมกันสร้างสถิติอันรุ่งเรือง ครองความได้เปรียบในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก มาจากการสั่งสมเทคโนโลยีและความสามารถในการผลิตมาอย่างยาวนาน รูปแบบทางธุรกิจที่เป็นเอกลักษณ์ และการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ เช่น การจัดตั้งอุทยานวิทยาศาสตร์ เป็นต้น นี่คือความสำเร็จทางอุตสาหกรรมครั้งสำคัญที่กลั่นออกมาจากความมุ่งมั่นร่วมกันตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ถือเป็นมรดกอันล้ำค่าของชาวไต้หวันทุกคน

     ในฐานะประธานาธิบดี หน้าที่ของข้าพเจ้าคือการปกป้องทรัพย์สินล้ำค่าเหล่านี้ และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเหล่านี้เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจของไต้หวันและทั่วโลก เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าสำหรับชาวไต้หวันและประชาคมโลก และนี่คือเส้นทางที่ไต้หวันจะก้าวไปข้างหน้า!

     อย่างไรก็ตาม เราไม่อาจมองข้ามความท้าทายมากมายที่เกิดจากความผันผวนของสถานการณ์โลก ซึ่งส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมทั้งหลาย ภาคส่วนต่าง ๆ และประชาชนทุกกลุ่ม

     ผู้ประกอบการจำนวนมากซึ่งเป็นผู้พัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวันอย่างเงียบ ๆ รวมทั้งอุตสาหกรรมดั้งเดิม และธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และขนาดจิ๋ว ต่างต้องเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและการลดการปล่อยคาร์บอน แรงงานจำนวนมากมีความกังวลเกี่ยวกับโอกาสในการทำงาน รายได้ และค่าครองชีพ ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะที่เกษตรกรต้องเผชิญทั้งปัญหาการสูงวัยในชนบทและการแข่งขันจากตลาดเสรี

     รัฐบาลจะไม่เพิกเฉยต่อความท้าทายเหล่านี้ การช่วยเหลือภาคอุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ครอบครัวผู้ใช้แรงงาน รวมถึงเกษตรกรและชาวประมง คือภารกิจของเรา

     รัฐบาลได้จัดทำโครงการสนับสนุนผลกระทบจากภาษีศุลกากร มูลค่า 93,000 ล้านเหรียญไต้หวัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการและแรงงานให้ก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบาก และยังจะจัดสรรงบประมาณหลายหมื่นล้านเหรียญต่อปี เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนำ AI เข้ามาปรับใช้ในการพัฒนาและเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจสีเขียว สำหรับอุตสาหกรรมดั้งเดิม เช่น อุตสาหกรรมเครื่องมือกล อุตสาหกรรมนอตสกรูและชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ต้องเผชิญความยากลำบาก รัฐบาลจะมีมาตรการเฉพาะเพื่อช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายตลาดอย่างจริงจัง

     พี่น้องร่วมชาติทุกท่าน “ยุคแห่งความเปลี่ยนแปลง คือยุคแห่งโอกาส” เศรษฐกิจของเราเป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาทั่วโลก ตำแหน่งของไต้หวันในห่วงโซ่อุปทานโลกไม่อาจถูกสั่นคลอนหรือแทนที่ได้

     เมื่อเผชิญความเปลี่ยนแปลง เราจะไม่ลังเลหรือสงสัยในตนเอง แต่ต้องกล้าที่จะวางแผนและก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ ไต้หวันที่มั่นคงและแน่วแน่ จะเป็นพลังแห่งความมั่นคงในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน!

เพื่อรักษาความได้เปรียบของสาธารณรัฐจีน (ไต้หวัน)

เราจะดำเนิน “ยุทธศาสตร์หลักสามประการ” ได้แก่ :

ประการที่หนึ่ง : ขยายการลงทุนและหยั่งรากลึกในไต้หวัน

     โครงการ “การลงทุนไต้หวัน.ในสามด้าน” ประสบผลสำเร็จอย่างยิ่ง มูลค่าการลงทุนทะลุ 2.5 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน สร้างงานกว่า 160,000 ตำแหน่ง รัฐบาลได้ขยายโครงการต่อถึงปี ค.ศ. 2027 พร้อมเพิ่มวงเงินสินเชื่อ 720,000 ล้านเหรียญ คาดว่าจะดึงเงินลงทุนใหม่กว่า 1.2 ล้านล้านเหรียญไต้หวัน และสร้างงานอีกกว่า 80,000 ตำแหน่ง

     เมื่อมีโอกาสในการทำงาน ก็ควรมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นควบคู่กันไป รัฐบาลยังได้เปิดตัว “โครงการลงทุนแห่งชาติหนึ่งล้านล้านเหรียญไต้หวัน” เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ ทั้งประปา ไฟฟ้า ที่อยู่อาศัย การศึกษา การแพทย์ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว และการคมนาคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกภูมิภาค สู่เป้าหมายของ “ไต้หวันที่สมดุลและทั่วถึง”

ประการที่สอง : การเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศในเชิงลึก และการวางรากฐานเชื่อมโยงสู่ตลาดโลก

     ในปีนี้ ภายใต้กรอบข้อตกลงเพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนทางการค้า ไต้หวันและสหราชอาณาจักรได้ลงนามเพิ่มเติมในข้อตกลง 3 ด้าน ได้แก่ การลงทุน การค้าดิจิทัล รวมถึง พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างไต้หวันและสหราชอาณาจักร แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายต่อมาตรฐานสูงของกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศ และเป็นการวางรากฐานสำหรับการสร้างความร่วมมือในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เทคโนโลยีและการผลิตขั้นสูง

     ในอนาคต ไต้หวันจะยังคงยึดมั่นในหลักการสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน และลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าทวิภาคีกับประเทศพันธมิตรมากขึ้น รวมถึงจะดำเนินการเจรจาด้านภาษีศุลกากรเท่าเทียมกับสหรัฐอเมริกาอย่างเต็มที่ เพื่อให้ได้อัตราภาษีที่สมเหตุสมผล แก้ไขปัญหาความไม่สมดุลทางการค้าระหว่างไต้หวัน-สหรัฐฯ และยกระดับความร่วมมือทางอุตสาหกรรมระหว่างกัน เพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของไต้หวันเชื่อมโยงกับนานาชาติและก้าวไปข้างหน้า

ประการที่สาม : การเสริมสร้างศักยภาพและขีดความสามารถให้แก่อุตสาหกรรมไต้หวัน

     เพื่อตอบสนองยุคแห่งดิจิทัลที่กำลังมาถึง เราจะผลักดันโครงการ 10 Mega Projects ด้าน AI เพื่อให้ไต้หวันก้าวขึ้นสู่การเป็นหนึ่งในห้าศูนย์ประมวลผลที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมทั้งมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ เทคโนโลยีควอนตัม ซิลิคอนโฟตอนนิกส์ และหุ่นยนต์ เพื่อช่วยให้อุตสาหกรรมทุกสาขาสามารถนำเครื่องมือด้าน AI เข้ามาใช้งาน และส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI ในทุกสาขา เพื่อให้ไต้หวันเข้าสู่ยุคแห่งการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างเต็มรูปแบบ และรักษาความเป็นผู้นำในการพัฒนาเทคโนโลยีระดับโลกอย่างมั่นคงต่อไป

     เรายังจะสร้างไต้หวันให้เป็นศูนย์กลางการบริหารจัดการสินทรัพย์แห่งเอเชีย โดยไม่เพียงแต่จะรักษาเงินทุนหลายล้านล้านเหรียญของไต้หวันเอาไว้เท่านั้น แต่ยังดึงดูดเงินทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาลงทุนในไต้หวัน ส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการเงิน สร้างโอกาสในการทำงานที่มีคุณภาพ และทำให้ไต้หวันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น 

     อุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพและเวชภัณฑ์ ถือเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศ ซึ่งได้ถูกรวมไว้ในโครงการความหวังแห่งชาติ โดยมุ่งสู่การพัฒนาการให้บริการทางสุขภาพอย่างแม่นยำ ซึ่งครอบคลุมด้านการดูแลสุขภาพ การป้องกัน การวินิจฉัย การรักษา และการดูแล เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการแข่งขันระยะยาวของประเทศ พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตและสวัสดิการด้านสุขภาพของประชาชนทุกคน

     นอกจากนี้ การก่อตั้งคลังข้อมูลโรคติดเชื้อแห่งชาติ จะแล้วเสร็จในปีหน้า ไต้หวันจะยังคงเสริมสร้างความร่วมมือกับนานาชาติในสาขาเทคโนโลยีชีวภาพ และจะใช้แผนการลงทุนนวัตกรรมและการบุกเบิกด้านการแพทย์อัจฉริยะ ที่รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณหลายหมื่นล้านเหรียญ ในการสนับสนุนให้วิสาหกิจเพิ่มความสำคัญด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ขยายการลงทุน เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมชีวเวชภัณฑ์เติบโตสู่ระดับมูลค่าล้านล้านเหรียญไต้หวัน และสร้างภูเขาศักดิ์สิทธิ์พิทักษ์ชาติ ลูกใหม่ต่อไป

     พี่น้องร่วมชาติทุกท่าน ไต้หวันเป็นของชาวไต้หวันทุกคน เราตระหนักดีว่า ไม่ว่าตัวเลขทางเศรษฐกิจจะสวยงามเพียงใด ก็ไม่อาจละเลยความเป็นอยู่ของประชาชนบนผืนแผ่นดินนี้ได้ ผลลัพธ์จากการพัฒนาเศรษฐกิจควรเป็นประโยชน์ร่วมกันของทุกคน ต้องทำให้ “ตัวเลขที่ดี” กลายเป็น “ชีวิตที่ดี” โดยไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

     ดังนั้น การดูแลสุขภาพของประชาชน การบ่มเพาะบุคลากรรุ่นใหม่ การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นใหม่ และการสร้างหลักประกันที่มั่นคงให้กับครอบครัวของคนหนุ่มสาว ล้วนเป็นหน้าที่ซึ่งรัฐบาลมิอาจหลีกเลี่ยงได้

     ในปีนี้ ได้มีการเริ่มแผนพัฒนาไต้หวันเพื่อสุขภาพ ซึ่งนอกจากจะยกระดับระบบบริการทางการแพทย์อย่างรอบด้านแล้ว ยังจะให้บริการดูแลสุขภาพคุณภาพสูงแก่ประชาชนทุกคน ขณะเดียวกัน ยังได้มีการจัดตั้งกระทรวงกีฬาขึ้นอย่างเป็นทางการ ถือเป็นการเปิดศักราชใหม่ของกีฬาเพื่อมวลชน เพื่อขับเคลื่อนทั้งกีฬาเพื่อสุขภาพและกีฬาอาชีพ ให้นักกีฬาทุกคนของชาติได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากรัฐบาล ในการเดินหน้าสานฝันบนเวทีโลก และสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติอย่างภาคภูมิ

     นอกจากนี้ สำหรับการดูแลกลุ่มคนรุ่นใหม่ เราไม่เพียงส่งเสริมนโยบายเรียนฟรีในระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาเท่านั้น ยังให้เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายทางการศึกษาแก่นักศึกษามหาวิทยาลัยเอกชนอีกปีละ 35,000 เหรียญไต้หวันด้วย พร้อมเปิดตัวโครงการ “กองทุนหมื่นล้านเพื่อสานฝันเยาวชนในต่างแดน” ที่สนับสนุนให้เยาวชนอายุ 15-30 ปี ออกไปเรียนรู้และสร้างประสบการณ์ในต่างประเทศ

     ไม่เพียงแค่นี้ รัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณปีละ 30,000 ล้านเหรียญไต้หวัน ช่วยเหลือผู้เช่าที่อยู่อาศัย สำหรับผู้เช่าบ้านที่เป็นคนโสดมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 626,000 เหรียญไต้หวัน ครอบครัวสี่คนที่มีรายได้ไม่เกิน 1,641,000 เหรียญไต้หวัน หรือครอบครัวคนสามรุ่นอาศัยอยู่ร่วมกันและมีรายได้ไม่เกิน 2,124,500 เหรียญไต้หวัน ล้วนมีสิทธิ์ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา

     สำหรับพ่อแม่วัยหนุ่มสาว เราให้การสนับสนุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากการผลักดัน “นโยบายการเลี้ยงดูบุตรแห่งชาติ 2.0 สำหรับเด็กอายุ 0-6 ปี” ยังเพิ่มเงินอุดหนุนการเลี้ยงดูบุตร และเพิ่มเงินช่วยเหลือด้านการดูแลเด็กแล้ว ตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไปจะมีการเพิ่มเงินอุดหนุนค่าคลอดบุตรเป็น 100,000 เหรียญไต้หวันต่อเด็กหนึ่งคนด้วย

     สำหรับกลุ่มผู้สูงอายุก็ไม่ต้องกังวล เพราะในปีหน้ารัฐบาลจะเริ่มดำเนินโครงการ “การดูแลระยะยาว 3.0” โดยรัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้สูงอายุทุกคนได้รับการดูแลที่ดียิ่งขึ้น

      เพื่อให้ประชาชนในประเทศทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเด็ก เยาวชน พ่อแม่ หรือปู่ย่าตายาย ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น และก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยความมั่นใจ และนี่ก็คือเป้าหมายของเรา!

     ปีนี้ยังเป็นวาระครบรอบ 80 ปีของการสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง

     บทเรียนจากสงครามโลกครั้งที่สองไม่ได้ผ่านไปนานมาก ความทะเยอทะยานของผู้รุกรานในครั้งนั้น นำมาซึ่งหายนะของมนุษยชาติ ขณะที่ในปัจจุบัน ลัทธิเผด็จการยังคงแผ่อิทธิพลอย่างต่อเนื่อง ระเบียบระหว่างประเทศจึงกำลังเผชิญกับความท้าทายร้ายแรง ความมั่นคงของช่องแคบไต้หวัน ทะเลจีนตะวันออก ทะเลจีนใต้ ตลอดจนความปลอดภัยของหมู่เกาะที่อยู่ชั้นแรก (First Island Chain) ทั้งหมด ล้วนกำลังตกอยู่ภายใต้ภัยคุกคามอย่างรุนแรง

     ไต้หวันซึ่งเป็นประชาธิปไตย ถือเป็นศูนย์กลางสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก และเป็นสมาชิกที่มีความรับผิดชอบต่อประชาคมโลก จึงมีความมุ่งมั่นที่จะธำรงไว้ซึ่งสถานะที่เป็นอยู่ ปกป้องสันติภาพและเสถียรภาพความมั่นคงของช่องแคบไต้หวัน พร้อมทั้งส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

     เราคาดหวังว่าจีนจะประพฤติปฏิบัติในฐานะประเทศมหาอำนาจที่มีความรับผิดชอบ ยุติการบิดเบือนมติที่ 2758 ของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ และเอกสารตามประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่สอง อีกทั้งละทิ้งวิธีการใช้กำลังหรือการข่มขู่เพื่อเปลี่ยนแปลงสถานะในช่องแคบไต้หวัน และร่วมกันธำรงไว้ซึ่งสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาคอินโด–แปซิฟิก เมื่อหวนระลึกถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง พวกเราทุกคนล้วนเคยผ่านความทุกข์ทรมานจากสงครามและเจ็บปวดจากการถูกรุกราน ดังนั้นจึงควรเรียนรู้จากบทเรียนในอดีต และต้องไม่ปล่อยให้โศกนาฏกรรมทางประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก

      ผลจากสงครามโลกครั้งที่สองยังให้บอกเราทราบว่า “การรุกรานต้องพ่ายแพ้ ความสามัคคีย่อมนำมาซึ่งชัยชนะ” และสันติภาพจำเป็นต้องอาศัยความเข้มแข็ง! ข้าพเจ้าจึงขอประกาศต่อประชาชนและประชาคมโลกว่า ภายในสิ้นปีนี้ จะมีการเสนองบประมาณพิเศษด้านกลาโหม และในปีงบประมาณหน้า งบประมาณด้านกลาโหมของไต้หวันจะสอดคล้องตามมาตรฐาน NATO คือสูงกว่า 3% ของ GDP และภายในปี ค.ศ. 2030 จะบรรลุเป้าหมาย 5% ของ GDP เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องประเทศชาติ

       การเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม ไม่ได้ทำไปโดยไร้จุดหมาย แต่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือภัยคุกคาม และยังเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ด้วยงบประมาณกลาโหมฉบับใหม่นี้ เรามุ่งหวังที่จะบรรลุเป้าหมายสำคัญ 3 ประการ ดังนี้ :

     ประการแรก : เร่งพัฒนา“เกราะป้องกันไต้หวัน” (T-Dome) โดยสร้างระบบป้องกันภัยทางอากาศหลายชั้นที่มีความรัดกุมและแม่นยำ สามารถสกัดกั้นขีปนาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นตาข่ายนิรภัยที่คุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในไต้หวัน

     ประการที่สอง : ส่งเสริมการนำเข้าและการบูรณาการเทคโนโลยีขั้นสูงกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างระบบการรบและการป้องกันอัจฉริยะ เพิ่มประสิทธิภาพการป้องปรามศัตรูในยุทธศาสตร์แบบอสมมาตร

     ประการที่สาม : ลงทุนในนวัตกรรมเทคโนโลยีด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง และร่วมมือกับอุตสาหกรรมกลาโหมของประเทศชั้นนำ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและอุตสาหกรรมทหาร เราจะเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ผ่านการวิจัยและพัฒนา การออกแบบ และการผลิต ซึ่งจะช่วยเร่งการยกระดับอุตสาหกรรม ส่งเสริมความยืดหยุ่นของอุตสาหกรรมทหาร เพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมกลาโหมของไต้หวัน ก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือด้านความมั่นคงที่พันธมิตรไว้วางใจ ร่วมกันขจัดระบบห่วงโซ่อุปทานสีแดงจากการพึ่งพาจีน สร้างความเชื่อมั่นด้านการป้องกันประเทศในกลุ่มประเทศเสรีประชาธิปไตย และสร้างแนวป้องกันที่แข็งแกร่ง เพื่อร่วมกันปกป้องคุณค่าของเสรีภาพและประชาธิปไตย

     เรามุ่งมั่นที่จะรักษาสันติภาพด้วยพลังแห่งความแข็งแกร่ง และเราเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า ความแข็งแกร่งไม่ได้มาจากกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความยืดหยุ่นของสังคมทั้งประเทศด้วย

     ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ด้วยความพยายามของคณะกรรมการความยืดหยุ่นในการป้องกันภัยทางสังคม ในสังกัดทำเนียบประธานาธิบดี เพื่อบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลกลาง ท้องถิ่น และภาคเอกชน รวมถึงการส่งเสริมความยืดหยุ่นด้านการฝึกอบรมพลเรือน พลังงาน การแพทย์ เครือข่ายสารสนเทศ และการเงิน เพื่อยกระดับความสามารถในการรับมือกับภาวะวิกฤติในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม

     ข้าพเจ้าขอเน้นย้ำว่า การสร้างความยืดหยุ่นในการป้องกันภัยทางสังคม ต้องอาศัยกำลังจากทุกฝ่าย เมื่อเดือนที่แล้ว เราได้เผยแพร่คู่มือ “แนวทางป้องกันภัยสำหรับพลเรือน” ฉบับใหม่ ซึ่งครอบคลุมกลยุทธ์รับมือกับภัยพิบัติทางธรรมชาติ รวมถึงสถานการณ์สุดขั้ว อย่างเช่นการรุกรานทางทหาร คู่มือฉบับนี้จะถูกเผยแพร่ไปยังทุกครัวเรือน เพราะมีเพียงการที่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม มีความสามารถช่วยเหลือตนเองควบคู่กับช่วยเหลือผู้อื่น ไต้หวันจึงจะมีความยืดหยุ่นและแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการรับมือกับทุกความท้าทาย

     พี่น้องร่วมชาติทุกท่าน ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา เราได้เผชิญความท้าทายมากมาย แต่ชาวไต้หวันไม่เคยสิ้นหวัง ทุกครั้งที่มีวิกฤต เราจะเห็นชาวไต้หวันนับไม่ถ้วนยืนหยัดอยู่แถวหน้าอย่างเสียสละ และอุทิศตนแก่ประเทศอันเป็นที่รักของเรา เมื่อเดือนที่ผ่านมา มีภาพที่น่าประทับใจสองเหตุการณ์ หนึ่งคือในช่วงการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติที่จัดขึ้นที่นครนิวยอร์ก มีพี่น้องชาวจีนโพ้นทะเลจำนวนมากได้ระดมทุนเพื่อขึ้นป้ายโฆษณาในไทม์สแควร์ในนิวยอร์ก โดยมีข้อความว่า “ให้ไต้หวันมีส่วนร่วม” และ “ความสามัคคีจะนำมาซึ่งสิ่งที่ดีกว่า” สร้างความประทับใจแก่ผู้คนทั่วโลกที่พบเห็น

     อีกเหตุการณ์หนึ่งคือภัยพิบัติแอ่งน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ที่หม่าไท่อันถล่ม เราได้เห็น “ฮีโร่ถือพลั่ว” นับหมื่นสวมรองเท้าบูตพร้อมถือพลั่ว เดินทางมาไกลเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเมืองฮัวเหลียน ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมด้วยความรักและน้ำใจ สิ่งที่พวกเขาขุดขึ้นมานั้นมิใช่เพียงโคลนหนา แต่คือ “แสงแห่งความหวัง” ที่อบอุ่นหัวใจของทุกคน สะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเผชิญกับวิกฤต ชาวไต้หวันมีความยืดหยุ่นในการรับมืออย่างแข็งแกร่ง และมุ่งมั่นที่จะปกป้องบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง

     บัดนี้ ขอให้ทุกท่านร่วมกันขอบคุณเหล่าฮีโร่กู้ภัยจากทุกภาคส่วนของไต้หวัน มิตรสหายต่างชาติ รวมถึงทหาร ตำรวจ หน่วยกู้ภัย ตลอดจนผู้มีส่วนร่วมในภารกิจกู้ภัยครั้งนี้ การเคลื่อนไหวโดยความสมัครใจของประชาชนทั้งประเทศในครั้งนี้ เป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในโลก และจะทำให้คนทั้งโลกจดจำว่า ไต้หวัน ประเทศเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยภูเขาแห่งนี้ เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำใจและยิ่งใหญ่เพียงใด

     ในอนาคต ข้าพเจ้าจะนำพาประเทศให้รวมพลังเป็นหนึ่งเดียว ไม่หวาดหวั่นต่อพายุฝน ไม่กลัวความท้าทาย ก้าวไปข้างหน้าอย่างกล้าหาญ สู่พรุ่งนี้ที่ดีกว่า!

     ไต้หวันสู้ ๆ! สาธารณรัฐจีนสู้ ๆ! ไต้หวันสาธารณรัฐจีนสู้ ๆ!

     ขอบคุณทุกท่านครับ